| off's profileฟรีซ!!!!!!!!!!!PhotosBlogLists | Help |
|
ฟรีซ!!!!!!!!!!!rtrtrtrtrtrtrtrtrtrtrtrtrtrtrtrt 21 September 'รงค์ วงษ์สวรรค์ 2กลับมาอีกครั้งกับเรื่องสั้นบางเรื่องของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จากสวนทูนอิน สิบเก้า. สี่สิบห้า น. ๑๖.๔๕ น. เขาคิดว่ากางเกงผ้าฝ้าย สีเหลืองผิวมะนาวสุก กับเชิ้ร์ทสีกลีบดอกผักตบ คงจะเข้าทีสำหรับวันที่อากาศอบอ้าวก่อนฝนตก เพียงแต่คิดไว้เท่านั้น เขาเป็นชายผู้ยึดถือในแฟชั่น ม้อด-ลุค คลั่งใคล้ในสีสันแปรดตา กางเกงขอบเอวต่ำกว่าเอว หรือที่เรียกกันว่า ทรงกอดสะโพก ช่วงเป้าสั้นกว่าคืบนิ้วมือหูเข็มขัดโต และเจียนปลายขาบานเหมือนระฆัง เชิ้ร์ทรัดรูปโสภา คอปกกว้างและสูงชะเง้อ เขารู้สึกผึ่ง และทั้งมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างยิ่งถ้าได้บรรจงแต่งกายในลักษณะนั้น ๑๗.๐๒ น. เขาอยากนุ่งกางเกงผ้ากำมะหยี่สีแดงและเชิ้ร์ทสีเปลือกแคแห้ง แต่อีกสองนาฑีถัดมาเขาเปลี่ยนความคิด ๑๗.๑๘ น. เขาสอดขาเข้าในกางเกงไหมสีเขียวเลี่ยน มันเขียวกว่าเขียวขอบบอน และใบไม้ทุกพันธุ์ทุกใบ แล้วปลดเชิ้ร์ทจากไม้แขวน เป็นเชิ้ร์ทสีดำราคาแปดร้อยบาทสั่งจากนครนิวยอร์ค ดีไซน์ของ โอเลก แคสซินี ช่างเสื้อผู้ยิ่งยงบนถนนแฟชั่น ๑๗.๓๒ น. (ข้าพเจ้าอาศัยความใคร่รู้เป็นพาหนะ ติดตาม - - ) เขาออกจากห้องหมายเลย ๕๑๓ ของโรงแรมชั้นเฟิ้ร์ท แคลสส์ แห่งกรุงเทพฯ อาศัยเอเลเวเต้อร์ พาลงสู่เฉลียงปูพรม แล้วดเดินเข้าในบาร์ ๑๗.๕๔ น. หล่อนมาพบเขาตามนัดหมายทางโทรศัพท์ ๑๘.๓๕ ในห้องดินเน่อร์ ๑๙.๐๑ น. เขาดื่มบรั่นดี ตามน้ำเย็น ๑๙.๔๒ น. เขาผลุนผลันชวนหล่อนขึ้นห้องหมายเลข ๕๑๓ ๑๙.๔๕ น. รองเท้าบู๊ทสีทองคำ กางเกงไหมเขียวเลี่ยน เชิ้ร์ทดำ และผ้าพันคอแพรบางเนียนสีเหลืองทานตะวัน หล่นเกลื่อนบนพื้นห้อง ๑๙.๕๙ น. (ข้าพเจ้าใช้เวลาสี่สิบห้านาฑีฝ่าความตายบนถนนเปียกน้ำฝน รีบมาส่งต้นฉบับให้ รัตนะ ยาวประภาษ) 08 September ข่าวดีของคนชอบกินปลาหมึกคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาหมึกกันมาก ตรงกันข้ามกับคนไทยที่ชอบกินแต่ก็ไม่กล้ากิน กลัวคลอเลสเตอรอล ที่มีอยู่ในปลาหมึก ถ้าจะกินบ้างก็กินแบบกลัว ๆ คนไทยกลัวจะเป็นโรคความดัน โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจ สั่งมากินแล้วทั้ง ๆ ที่ อยากจะกินก็กินไม่ลง เจ้าคลอเรสเตอรอลนี้แหละ มันช่างเป็นมารคอหอยเสียนี่กระไร ครั้งนี้ผมจะบอกข่าวดี สำหรับคนที่ชอบกินปลาหมึกแล้วไม่แพ้ปลาหมึก ดร.สุพิศ ทองรอด นักวิชาการด้านอาหารของกรมประมง ได้ชี้แจง ให้คณะกรรมมาธิการรัฐสภา ทราบว่า ในปลาหมึกมีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยในการลดปริมาณคลอเลสเตอรอลได้ดี ถึงแม้ว่าปลาหมึกจะมีโคเลสเตอรอล อยู่ด้วย แต่โดยทั่วไป เมื่อเจอกับ โอเมก้า 3 ซึ่งจะถูกสังเคราะห์ได้ดีกว่าและเป็นตัวต่อต้านคลอเลสเตอรอล ไม่ให้สูง หรือไม่ให้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่า คนญี่ปุ่นจะกินอาหารทะเลทุกชนิด รวมทั้งปลาหมึก และไม่พบว่าเกิดโรคหัวใจ เมื่อเทียบกับคนในประเทศทางด้านยุโรป ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณโอเมก้า 3 นั่นเอง และคนญี่ปุ่นยังมีสุภาษิตที่ว่า “Eat Squid Stay Young” โอเมก้า 3 จะยังลดคลอเลสเตอรอล ไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นและปริมาณโคเลสเตอรอล ที่ได้รับจากปลาหมึก จะบำรุงผิวหนัง ทำให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบปลาหมึกกับเนื้อหมู จะตรงกันข้าม เพราะหมูไม่มี โอเมก้า 3 เห็นไหมครับ ฟังดร. สุพิศ ทองรอด แล้วรู้สึกปลาหมึกจะน่ารับประทานขึ้นอีกมาก เรามากินปลาหมึกกันเถอะ ใครที่รู้สึกว่าที่ตึงเฉพาะหู ก็มากินปลาหมึก จะได้มีใบหน้าเต่งตึงได้ และมาเคี้ยวปลาหมึกล้างความแค้นเก่า ๆ ที่อุตส่าห์อดมานาน แต่จะอย่างไรก็ตาม อย่ากินอะไรให้มันมากเกินไป แม้แต่ข้าว หากกินมากไปก็เป็นโทษ จะทำอะไรก็บันยะ บันยังไว้บ้าง ให้พอดี พอดี โดยยึดหลักทางสายกลาง ดังคำที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ 06 September มาแล้วจ้าเป็นยังไงกันบ้างสบายดีมั้ยห่างหายไปหลายวัน ก็มันไม่รู้จะอัพอะไรนี่นา แต่ที่มาอัพเนี่ยก็กลัวว่าเพื่อนๆจะลืมกันซะก่อนน่ะสิ
ไปดูมาแล้วชาร์ลีกับโรงงานช็อคโกแลต หนังดัดแปลงนวนิยายเล็กน้อยในตอนจบเพื่อจะได้ไม่ต้องต่อไปถึงตอนลิฟท์แก้วมหัศจรรย์ เพราะไม่อย่างงั้นสามชั่วโมงคงไม่จบหรือไม่ก็อาจจะต้องมีภาคสอง แต่ไอ้ตอนจบที่เปลี่ยนแปลงก็ดูจะสมเหตุสมผลไม่ใช่ว่าดัดแปลงกันจนน่าเกลียด แนะนำให้ไปดูกันเยอะๆเพราะหนังเรื่องนี้มีคติสอนใจอะไรมากมายทีเดียว ความประทับใจก็คงอยู่ที่ตัวของชาร์ลี ที่ถึงแม้บ้านจะยากจนเพียงไรแต่ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวนี้ไม่มีความสุข อาจจะสุขตามอัตภาพ ท้องไม่อิ่มแต่อิ่มใจ หลายครั้งที่ดูไปก็น้ำตาคลอไปด้วย
หลากหลายอารมณ์สำหรับหนังเรื่องนี้ จะเรียกว่าหนังเพลงก็ได้เพราะหลายตอนทีเดียวที่เหล่าอูมป้าลูมปาส์ตัวน้อยออกมาร้องเพลง แต่อูมป้าลูมป้าส์ไม่ยักจะน่ารักอย่างที่คิดไว้แต่ก็ถือว่าทำได้ดีเพราะเป็นคนๆเดียวแต่เล่นเป็นอูมป้าลูมปาส์หลายตัว ทุกตัวจึงหน้าเหมือนกันหมด
แต่ก็ติดขัดอยู่บ้างตรงที่ขาดความต่อเนื่องหลายๆตอนดูแล้วขัดๆอยู่ หรืออาจเป็นเพราะตั้งความหวังสูงเกินไป แต่อย่างน้อยก็ประทับใจ ประทับใจมากกว่าตอนดูต้มยำกุ้ง น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นต้มโคล้งกระดูกอ่อนมากกว่าเพราะกร็อบแกร็บกันทั้งเรื่อง จะว่าไปแล้วใครอยากจะดูบทบู๊ของโทนี่จาแบบเต็มๆเค้าคงจะชอบ แต่อยากให้เน้นเนื้อเรื่องบ้างก็ดี อาจจะเป็นสิ่งนี้แหละที่หนังไทยยังด้อย ขาดความพอดี หนังบทดีก็ไม่สนุกหนังสนุกแต่บทไม่ดี ก็ค่อยๆพัฒนากันไปยังไงก็เอาใจช่วยหนังไทยอยู่แล้วล่ะ
หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์
09 August Charlie & The Chocolate Factoryวันนี้เห็นธีมสีหวานแหววก็อย่าเพิ่งนึกว่าผมเบี่ยงเบน รับรองว่ายังเป็นประเภทสอง เอ๊ย! ชายเต็มร้อย แต่สาเหตุจริงๆแล้วมาจากการไปเจอเพลงของสาว สาว สาว ก็เลยเอามาใส่ในบล็อก แล้วก็คิดว่าถ้าใช้เพลงสาว สาว สาว แต่ถ้าบล็อกมันยังแข็งๆก็จะดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ เลยใช้สีชมพูและรูปหัวใจเข้ามาช่วย มันก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้
วันนี้มาเล่าเรื่องหนังจากหนังสือกันดีกว่า มีใครเคยอ่านมั้ย Charlie And The Chocolate Factory (โรงงานช็อกโกแลต) ของ โรอัล ดาห์ล จริงๆแล้วเรื่องนี้เคยสร้างเป็นหนังมาแล้วครั้งหนึ่งประมาณ 30 กว่าปีที่แล้วมั้ง และผมเองก็ไม่เคยดูเวอร์ชั่นนั้นซะด้วย ทั้งๆที่อยากดูแทบขาดใจแต่ยังหาไม่ได้เลย มาครั้งนี้หนังมีชื่อเดียวกันกับหนังสือว่า Charlie & The Chocolate Factory และผู้ที่มารับหน้าที่กำกับนั้นก็ดูจะเหมาะสมไม่น้อย เพราะเขาคือ ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับสุดเพี้ยน(Nightmare Before Christmas, Planet of The Ape, Sleepy Hollow และไม่นานมานี้ Big fish)
ถ้า Harry Potter คือขวัญใจเด็กจนถึงผู้ใหญ่หลายๆคนในสมัยนี้ โรงงานช็อกโกแลตก็คงเป็นแบบเดียวกันเมื่อหลายสิบปีก่อนซึ่งผมก็คิดว่า แม้แต่JK Rowling เอง ก็คงเคยเพลิดเพลินอยู่ในโรงงานช็อกโกแลตแห่งนี้ ใครที่เคยอ่านคงจะเห็นด้วยว่าโรงงานช็อกโกแลต เป็นเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ความมหัศจรรย์ และแน่นอนคือความสนุก ที่ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่ยังมี่ข้อคิดเตือนใจหลายๆอย่าง ดาห์ลหยิบเอาสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นพฤติกรรมไม่ดีของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคี้ยวหมากฝรั่ง การสนใจแต่ทีวี การเอาแต่ใจตัวเอง และการเอาแต่กิน มาใส่ในเด็กแต่ละคน เพื่อแทนด้านไม่ดี และชาลี เด็กจากครอบครัวที่ยากไร้ในเงินทองแต่ร่ำรวยไปด้วยความรักคือตัวแทนในด้านดีของเด็กๆ
ชาลีและโรงงานช็อกโกแลตเป็นเรื่องราวของเด็กน้อย ชาลี ผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่า และตายาย ในบ้านหลังเล็กๆ ทุกๆปีในวันเกิดของชาลี เขาจะได้รับช็อกโกแลตแท่งเล็กๆเป็นของขวัญเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งชาลีและเด็กผู้โชคดีอีกสี่คนได้รับอนุญาติให้เข้าเยี่ยมชมโรงงานของคุณวองก้า แต่เด็กทั้งห้าพร้อมผู้ปกครองไม่รู้เลยว่ามันมีอะไรมากกว่าแค่การเยี่ยมชม นายวองก้าแสนเจ้าเลห์จะเล่นตลกอะไรกับเด็กๆต้องไปติดตามเอาเอง
ผู้ที่มารับบทมิสเตอร์วองก้าเจ้าของโรงงานช็อกโกแลตคือ จอห์นนี่ เด็พพ์ นักแสดงที่มากความสามารถ การร่วมงานกันครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่จำได้ว่าหลายครั้ง ของ เบอร์ตัน และเด็พพ์ และเป็นการร่วมงานกันครั้งที่สองของ เฟรดดี้ ไฮมอร์(ชาลี) และเด็พพ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นทั้งคู่เคยร่วมงานกันใน Finding Neverland (หนังดีอีกรื่องที่ไม่ควรพลาด) ในเรื่องนี้คุณจะได้พบกับ คนเผ่าอูมป้า ลูมป้าคนตัวเล็กเท่าแมวที่ชอบกินเมล็ดโกโก้, หมากฝรั่งที่เวลาเคี้ยวแล้วจะรู้สึกเหมือนได้กินอาหารหนึ่งมื้อ ลูกอมที่ไม่มีวันละลาย แม่น้ำและน้ำตกที่ไหลเป็นช็อกโกแลต และอีกหลากจินตนาการที่จะพาคุณๆทั้งหลายกลับสู่วัยเด็ก นอกจากนี้โรงงานช็อกโกแลตยังมีภาคต่อ เป็นเรื่องลิฟท์มหัศจรรย์ (Charlie and The Great Glass Elevator) แต่ไม่รู้ว่าจะได้เอามาทำหนังรึเปล่า
แต่ใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้อยากให้หามาอ่านกันเพราะผมว่ามันถ่ายทอดอะไรหลายๆอย่างได้ดีกว่าหนัง อย่างน้อยเวลาคุณอ่านแล้วจินตนาการตามไปด้วยผมว่ามันน่ามหัศจรรย์กว่าเวลาเราดูภาพโดยที่เราไม่ค่อยได้คิดเยอะเลยนะ แล้วก็อย่าลืมอุดหนุนหนังไทยกันด้วยล่ะ วันที่11นี้ ต้มยำกุ้งที่หลายๆคนรอคอยรวมทั้งผม หลายๆคนอยากให้ จา พนม โกอินเตอร์ไปเล่นหนังฮอลลีวู้ด แต่ผมไม่อยากเลย อยากให้ จา คือพระเอก คือ ฮีโร่ของเด็กไทยและเอเชียไปแบบนี้ดีกว่าที่จะไปเป็นผู้ร้ายในฮอลลีวู้ดนะ 02 August I hacked 127.0.0.1I hacked 127.0.0.1 (เรื่องจริง) เปนเรื่องฮาๆของแฮกเกอร์อันตรายคนนึง ชื่อ bitchchecker ผู้ซึ่ง ถูกแฮกในขณะเดียวกัน ?????? bitchchecker เป็นเด็กเกรียนชาวเยอรมัน
หารุไม่ 127.0.0.1 คือ loop back ip น่ะเอง [ดูท่าว่า ไอ้ bitchchecker จะมี Hacker Tools เพียบเลย แต่มันคงบื้อมาก]
เกิดความเครียดมากยิ่งขึ้นในห้องแชทรูม เค้าจะทำยังไง เพื่อจัดการกะ Elch ให้จงได้ [หลังจากที่ไม่สำเร็จไป ถึง 2 ครั้ง ]
ผมเปิด Windows explorer เทียบระหว่างที่มันบอกว่า มันลบไฟล์ ...
ใช่อย่างที่เขาว่า ไดร์ฟ G: กะ F: ผมหายไปจริงๆด้วย [ กุเคยมี 2drive นี้ด้วยเหรอวะ??????? ] ผมกลัวมาก รู้สึกแย่ แต่ bitchchecker ก็ทำให้ผมรุสึกผ่อนคลายขึ้นด้วย มุขเพลงของเค้า
ไดรฟ์ E? โอ้แม่ยอร์จ เกมอยู่ในนั้นหมดเรยยว้อย รูปที่ตูถ่ายไปตอนเที่ยวด้วย ผมลองเข้าไปดู E: มันก็ยังอยุ่ครบ แต่ HACKER ผู้ทรงพลังนาม bitchchecker ก็บอกว่า ไฟล์ทุกไฟล์มันหายไปแล้ว.... เอ๊ะ มันยังไง
โอ้ว โน่ววว bitchchecker ลบ cd-rom ไดรฟ์ผมไปแล้ว! ผมอยากไปถามมันจริงๆ มันทำได้ไง โอ้วพระเจ้า มันลบ Hardware ได้ด้วย โอ้ววว มันทำได้ไงเนี่ย
คิดว่าผมควรบอกเค้ารึยัง ว่าเขากำลังพังเครื่อง ตัวเองอยู่ * bitchchecker (~java@euirc-9ff3c180.dip.t-dialin.net) Quit (Ping timeout#) สายไปแล้ว เป็นเวลา 20.22 ที่ผมได้รับ message สุดท้ายจาก bitchchecker หลังจากนั้น เราก็ไม่เห็นเค้าอีกเลย... ลาก่อน
ปล.เอามาจากนี่ 01 August อ๊อฟฟรีซคาเฟ่คุ ณ ย า ย ค้ า บ >>> > >>> > หลาน : ยาย..ยาย >>> > >>> > ยาย : หา? >>> > >>> > หลาน : ยายว่างไหมเนี่ย? >>> > >>> > ยาย : ว่าง >>> > >>> > หลาน : คุยด้วยคนนะยาย >>> > >>> > ยาย : เอาสิหลานเอ้ย..นั่งก่อนๆ >>> > >>> > หลาน : เอ่อ....ยายก็ลุกขึ้นสิ >>> > >>> > ยาย : ทำไมยายต้องลุกขึ้นด้วยล่ะ >>> > >>> > หลาน : ผมจะได้นั่งก่อน >>> > >>> > หลาน : ยาย.. >>> > >>> > ยาย : หา... >>> > >>> > หลาน : ยายปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย..อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ..? >>> > >>> > ยาย : เมื่อ20ปีที่แล้วยายอายุ50 >>> > >>> > ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ50อยู่หรือป่าว ไม่ได้นับมานานแล้ว >>> > >>> > หลาน : โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วหรอ.. >>> > >>> > แล้วลูกเต้าไม่มีหรอยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย >>> > >>> > ยาย : มี.. >>> > >>> > หลาน : อ้าว..แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยอ่ะ >>> > >>> > ยาย : มีลูกชายสองคน คนหนึ่งอยู่ระยอง >>> > >>> > คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น >>> > >>> > >>> > >>>นายคนหนึ่งมันจะให้ยายไปอยู่เชียงใหม่...อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่ระยอง.. >>> > >>> > ตัดสินใจไม่ถูกไม่รู้จะไปอยู่กะใครเนี่ย? >>> > >>> > หลาน : โอ้โฮ..ยายนี่โชคดีจังเลย ลูกแย่งกันเลี้ยง >>> > >>> > ยาย : >>> > >>>โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็นายคนที่อยู่ระยอง..มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่ >>> > >>> > นายคนที่อยู่เชียงใหม่..มันจะให้ไปอยู่ระยอง >>> > >>> > หลาน : เออ..ยาย..อย่าไปคิดมากเลย >>> > >>> > อายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ก็ถือว่าโชคดีแล้ว >>> > >>> > ยาย : โอ้ย..แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลยว่ะ >>> > >>> > หลาน : แย่ที่ไหนยาย..ก็เห็นแข็งแรงดี >>> > >>> > ยาย : เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น >>> > >>> > >>>นั่งๆอยู่เนี่ย..ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ..มันจะยืนทุกทีเลยว่ะเป็นอะไรไม่รู้ >>> > >>> > หลาน : >>> > ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย..ยายเคยเห็นคนล้มทั้งยืนมั้ยยาย..? >>> > >>> > ยาย : ไม่เคยว่ะ >>> > >>> > หลาน : อยากเห็นมั้ย..? >>> > >>> > ยาย : อย่าเลย..ยายแก่แล้ว >>> > เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร >>> > >>> > หลาน : อ้าว..เป็นอะไรไปหรอยาย..? >>> > >>> > ยาย : สงสัยจะแก่ตัวมาก นั่งนานๆแล้วมันจะมีปัญหา. >>> > >>> > หลาน : มันเป็นยังงัยหรอยาย..? >>> > >>> > ยาย : อีขาซ้ายนี่มัน...ชา >>> > >>> > หลาน : แล้วขาขวาล่ะยาย..? >>> > >>> > ยาย : กาแฟว่ะ.. >>> > >>> > หลาน : ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ.. >>> > >>> > ยาย : ทำไมล่ะ..? >>> > >>> > หลาน : ถ้าปล่อยไว้นานๆมันจะเป็นโอวัลตินนะยาย >>> > >>> > ยาย : อืม..แล้วพอยืนนานๆนะ..ขาซ้ายมันจะปวด >>> > >>> > หลาน : โอ้ย..เป็นเรื่องธรรมดายาย อายุมากแล้วนี่ >>> > มันก็ปวดสิ >>> > >>> > ยาย : >>> > ไม่จริงหรอก..ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากัน..ไม่เห็นมันปวดละ..? 25 July กรีบูย(Gribouille)คืนวันศุกร์ วันที่ควรเป็นวันสนุก ปกติเวลาประมาณนี้ในวันศุกร์เราควรจะนั่งอยู่ที่แหล่งมั่วสุมของคนที่รักและหลงไหลในกลิ่นรสของน้ำสีทองแดง แต่วันนี้วันเข้าพรรษาแล้วร้านไหนเค้าจะเปิดให้มึงฟะ แต่ไม่เป็นไรหรอกงดซะอาทิตย์นึงคงไม่ถึงกับขาดสารอาหาร แต่ก็อีกนั่นแหละนะ เหมือนเป็นความเคยชินว่าวันศุกร์ต้องออกนอกบ้าน มานอนติดแหงกอยู่กับบ้านแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อสภาพจิตแน่ๆ แล้วจะไปไหนดี ที่ที่จะไปมันควรจะเป็นที่ที่เราสามารถอยู่ได้จนกว่าจะหายเบื่อ และมีอะไรทำมากกว่าการนอนดูโทรทัศน์ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่ที่และในไม่กี่ที่นั้นมีอยู่หนึ่งที่ ที่เราไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนมานานพอควร เป็นบ้านของเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งพี่เค้าเป็น Interier Designer ที่มีงานมั่งไม่มีมั่งแต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมี วันนี้ต้องอยู่บ้านเหมือนกันแน่ๆ เพราะร้านเหล้าปิดหมด จะไปไหนรอดป่านนี้ไม่รู้ช็อกตายไปรึยังไม่ได้แอลกอฮอล์มาหล่อเลี้ยงเนี่ยไปดูซะหน่อยดีกว่า
พอไปถึงก็เป็นอย่างที่คิด อยู่จริงๆด้วย แต่พี่เค้าอินเทรนจริงๆงดเหล้าเข้าพรรษากะเค้าด้วยสุดยอดเลยพี่ แต่พี่ลืมไปรึเปล่างดเหล้าเค้าหมายถึงงดของมึนเมา แต่ไอ้ที่อยู่บนโต๊ะพี่นั่นมันเบียร์คนไทยทำเองชัดๆ (การจำหน่ายสุราแก่บุคคลอายุไม่ถึง18ปีผิดกฎหมาย) แต่อย่าคิดนะคร้าบว่าผมจะเข้าไปร่วมหอลงโรง เอ๊ย ร่วมวงสนับสนุนเด็กไทยไปเอฟเวอร์ตัน เพราะไอ้เบียร์ยี่ห้อนี้มันรสชาดรุนแรงปานช้างกระทืบคอหอย จึงถามไปว่ามีสิงห์มั้ย อะล้อเล่งน๊า ไม่ได้ถามเพราะว่าก็อยากงดกะเค้าบ้าง กินแล้วมันก็เขินเปล่าๆ แต่ก็ยังดีอย่างที่บ้านเค้าหนังสือเยอะทั้งแต่งบ้าน แต่งสวน แต่งโรงแรม แต่งห้อง แต่งเฟอร์นิเจอร์ ที่หยิบดูรูปพลิกไปพลิกมาก็เพลินดีดูหมดไปหลายเล่ม(ดูแต่รูปนะ)ก็เริ่มเบื่อ จึงไปรื้อเผื่อว่าจะเจอหนังสืออย่างอื่น ไม่ผิดหวังจริงๆ เจอหนังสือสอนทำติ่มซำ เคยกะว่าจะซื้ออยู่เหมือนกันแต่มันแพงก็เลยปล่อยไปก่อนวันนี้มาเจอแถมถ้าซื้อหนังสือแล้วทำตามก็ยังไม่รู้จะกินเข้าไปได้รึเปล่า ดูจนจบหมดทั้งขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า ก๋วยเตี๋ยวหลอด รื้อต่อดีกว่า ได้หนังสือมาอีกเล่ม เป็นหนังสือปกแข็งสีน้ำตาลเข้ม พิมพ์ตัวหนังสือสีทองว่า
Histoire
du veritable
GRIBOUILLE
par
GEORGE SAND
กรีบูย
โดย
จอร์ช ซองด์
ดูขลังมาก เหมือนคัมภีร์อะไรซักอย่าง เป็นเล่มที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกในปี 2539 แต่จอร์ช ซองด์ แต่งหนังสือเล่มนี้เสร็จ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2393 นั่นคือในวันพรุ่งนี้(26 กรกฎาคม 2548)หนังสือเล่มนี้จะมีอายุครบ 155 ปี แต่มันก็เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆที่ผมไปได้หนังสือเล่มนี้ก่อนถึงวันครบรอบ155ปีของมันในอีกไม่กี่วัน
กรีบูยเป็นหนังสือเด็กเป็นเรื่องราวเหนือจริงเชิงเปรียบเทียบ เล่าเรื่องการเดินทางของเด็กน้อยที่ชื่อกรีบูย เด็กที่พ่อแม่เกลียดเพราะว่ากรีบูยเป็นเด็กโง่ ไม่ฉวยโอกาส ไม่เอาเปรียบผู้อื่นถึงแม้จะเป็นแค่การเปรียบเทียบ แต่จอร์ช ซองด์ ผู้แต่งก็บอกอะไรเป็นนัยน์ๆ เหมือนเป็นการทำนายโลกไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็เห็นว่ามีส่วนถูกต้องอยู่หลายอย่าง ไม่ใช่ทำนายแบบนอสตราดามุส ว่าจะมีภัยพิบัติต่างๆนานาเกิดขึ้น แต่เหมือนเป็นการทำนายว่าถ้ามนุษย์เป็นเช่นนี้อีกหน่อยโลกจะเป็นเช่นไร และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างคือหนังสือเล่มนี้พึ่งจะได้รับการแปลเป็นไทยเมื่อปี 2539 ซึ่งก็ล่วงเลยมาแล้ว146ปีหลังจากจอร์ช ซองด์ แต่งเสร็จ น่าจะเป็นหนังสือหายากอีกเล่ม เพราะไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะได้รับการพิมพ์ครั้งที่สองครั้งที่สามตามมาหรือเปล่า ถ้าใครไม่เคยอ่านแล้วอยากอ่านจะไปหาซื้อก็คิดว่าคงไม่มีแล้วแน่ๆ ลองไปหาตามหอสมุดมหา'ลัย ต่างๆยกเว้นมหา'ลัยเหมืองแร่ ดูนะหรืออาจเป็นหอสมุดแห่งชาติก็น่าจะมีอยู่บ้าง ขอให้โชคดีแล้วกัน
"ท่านครับ!" เขาอุทาน "ถ้าให้ผมมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แล้วผมต้องกลายเป็นคนใจร้ายละก็ ได้โปรดเถิดครับ อย่าบันดาลสิ่งนั้นให้ผมเลย ผมขอเป็นคนโง่เช่นนี้เพื่อรักษาความดีของผมไว้จะดีกว่า" "ความดีของเจ้ามีประโยชน์อันใดในหมู่คนชั่ว" ชายอ้วนกล่าวด้วยเสียงเยาะหยันยิ่งขึ้น พร้อมกับกลอกตาที่ลุกโชนเหมือนถ่านไฟแดงไปมา "ท่านครับ ผมไม่ทราบจะบอกท่านอย่างไรดี" กรีบูยตะกุกตะกัก เพราะยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นทุกที "ผมไม่ฉลาดพอที่จะคุยกับท่าน แต่ผมก็ไม่เคยทำร้ายใคร ได้โปรดเถิดครับ อย่าทำให้ผมอยากทำร้ายคนอื่น หรือมีความสามารถทำเช่นนั้นได้เลยครับ " "เจ้าเป็นคนโง่" ชายชุดดำโต้ตอบ GRIBOUILLE par GEORGE SAND p21-p22 15 July วานปีศาจเขียนวันนี้ขอนำเรื่องสั้นบางเรื่องของฮีโร่ในเรื่องการเขียน คืออาว์ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้วในโอกาสต่อๆไปจะพยายามหาประวัติและผลงานเรื่องอื่นๆ ของท่านมาให้อ่านกัน
วานปีศาจเขียน
'รงค์ วงษ์สวรรค์ (ตีพิมพ์ในรวมเล่ม "สวัสดีลมร้อน" นำขบวนโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช) ทำไมคนเราจะต้องทำงานจนเหน็ดเหนื่อย? ด้วยความหิวในเงิน? ด้วยความหิวในเกียรติยศ? ด้วยความหิวในความรัก... ก็รักตัวเองน่ะซิ กระนั้นหรือ? หล่อนหมายถึงเพียงอวัยะนั้น มิว่าจะร้องถึงเงาะ ลิ้นจี่ หรือลำใย หรือมังคุด ช่างน่าอิจฉาทุกผู้ทุกเมียผู้ปริ่มสัปโดกสุขในคืนนั้นและแม้แต่ขอทานยืนพิงเงาหม่นของชงโคริมถนน 12 July Mystic River Mystic River ภาพยนตร์สองรางวัลออสการ์ครั้งที่76ในปี 2003 จาก ฌอน เพนน์ ในสาขานักแสดงนำชาย และ ทิม รอบบินส์ ในสาขานักแสดงสมทบชาย นอกจากนี้ยังร่วมด้วยนักแสดงฝีมือดีอีกหลายคนเช่น เควิน เบคอน ลอว์เรน ฟิชเบิร์น ผลงานการกำกับของ คุณปู่คลินต์ อีสต์วู้ด ซึ่งหนังส่วนใหญ่จากผลงานการกำกับของคุณปู่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก อาจจะเนื่องด้วยความหวือหวา และลีลาในการเล่าเรื่องที่มักจะไม่ได้เห็นซักเท่าใด แต่ก็สามารถแทนที่ได้จากฝีมือการแสดงของนักแสดงชั้นนำทั้งหลายที่เอ่ยถึงในตอนต้น รวมถึงบทภาพยนตร์ที่บีบคั้นอย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่ปราณีปราศัยต่ออารมณ์ของคนดู
ที่มาที่ไปของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการดัดแปลงจากนวนิยายที่เล่าถึงชะตากรรมของเด็กชาย3คนซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นซึ่งนั่นคือจุดพลิกผันแห่งความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสาม เดฟ บอยล์(ทิม รอบบินส์) ในวัยเด็กถูกชายผู้หนึ่งลักพาตัว และทำร้าย จิมมี่(ฌอน เพนน์)และ ฌอน(เควิน เบคอน) เพื่อนสนิทในตอนนั้นได้เพียงแค่มองดูโดยไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของเพื่อน ถึงแม้ว่าเขาจะหนีรอดออกมาได้ แต่ทั้งร่างกายและจิตใจได้รับความบอบช้ำจนแม้แต่เวลาก็ไม่สามารถเยียวยา ทั้งสามเติบโตขึ้น จิมมี่ กลายเป็นมาเฟียอยู่ช่วงหนึ่งและพยายามจะกลับตัวเมื่อมีลูก ส่วน ฌอน นั้นได้ดีกว่าเพื่อนๆ จากการเป็นตำรวจ มิตรภาพในวัยเด็กเลือนหายไปแทบจะหมดสิ้น จนกระทั่งลูกสาวของจิมมี่ถูกฆ่าตาย ทั้งสามจึงกลับมาพบกันอีกครั้ง
หนังเล่าเรื่องในแบบการตามหาฆาตกร อาจจะไม่หวือหวาแต่ว่ากดดัน บีบคั้น และน่าติดตาม ว่าจุดจบของคดีนี้จะเป็นเช่นไร จนมาถึงตอนที่ฆาตกรถูกจับได้เรื่องราวเหมือนจะคลี่คลาย แต่นั่นกลับเป็นไคลแม็กซ์ และธีมแท้จริงที่หนังต้องการจะสื่อ ว่าจริงๆแล้วแม้น้ำที่เยือกเย็น และลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ยังเทียบไม่ได้กับจิตใจของคนที่เยือกเย็นยิ่งกว่าและยังซ่อนอะไรไว้มากมายเกินจะหยั่งถึง
ถ้าเป็นหนังแนวสืบสวนเรื่องอื่นก็คงจบลงที่ฆาตกรถูกจับ อาจจะเปิดเผยถึงสาเหตุแห่งความร้ายกาจเหล่านั้น แต่ไม่ใช่กับหนังเรื่องนี้ คุณจะต้องอึ้ง งง และรู้สึกเจ็บปวด จากการที่เพื่อนเพิกเฉยต่อชะตากรรมของเพื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจมองว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัยและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งคำถามไว้ให้เราไปคิดต่อว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับจิตใจของคนที่สามารถละเลยได้แม้กระทั่งชีวิตของผู้อื่น และที่สำคัญผู้อื่นนั้นก็คือเพื่อนของเราเอง 08 July Wonderful Tonightเพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงในดวงใจตลอดกาล wonderful tonight ของ Eric Clapton ชอบสำเนียงกีตาร์ในท่อนอินโทรของเพลงนี้มาก มีเรื่องเล่าที่มาของท่อนนี้ว่า ระหว่างที่Claptonกำลังนั่งรอภรรยาแต่งตัวเพื่อที่จะไปงานราตรีงานหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้หญิงจะแต่งตัวช้า จนถึงช้ามาก และในขณะที่Claptonนั่งรอจนเริ่มหงุดหงิด และโมโห เขาก็หยิบกีตาร์โปร่งคู่ใจขึ้นมาเล่น เล่นอะไรก็ได้ที่อยากจะเล่น ในที่สุด เค้าก็ได้ท่อนโซโลกีตาร์ท่อนนี้มา แต่น่าแปลกใจว่าคนที่กำลังหงุดหงิด กลับแต่งเพลงออกมาได้หวานจับใจเหลือเกิน ส่วนเนื้อเพลงก็ดูจะง่ายๆ แต่สุดแสนจะโรแมนติก แถมช่วงท้ายยังแอบมีอารมณ์ Sexy นิดๆ ลองไปหาฟังกันเอาเองแล้วกันนะ
Wonderful Tonight
It's late in the evening She's wondering what clothes to wear She puts on her make up And brushes her long blonde hair And then she asks me Do I look alright And I say yes, you look wonderful tonight We go a party And everyone turns to see This beautiful lady That's walking around with me And then she asks me Do you feel alright And I say yes, I feel wonderful tonight I feel wonderful Because I see the love light in your eyes And the wonder of it all Is that you just don't realize How much I love you It's time to go home now And I've got an aching head So I give her the car keys She helps me to bed And then I tell her As I turn out the light I say my darling, you were wonderful tonight Oh my darling, you were wonderful tonight 14 June เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาเคยได้ดูหนังเรื่อง "Turn left turn rigth" มีชื่อไทยว่า "ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา" กันบ้างรึเปล่า เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกว่าชอบมาก ถ้าใครที่รู้จักเราคงจะคิดว่ามันไม่น่าเชื่อที่เราจะดูหนังแบบนี้แล้วชอบ แต่จริงๆเป็นคนที่ชอบดูหนังแบบนี้แหละ หน้าโหดๆ อย่างเราเนี่ยไม่จำเป็นต้องดูหนังสงครามเสมอไปหรอกนะ เรื่องนี้จริงๆแล้วสร้างจากนิยายภาพเล่มเล็กๆ ของ Jimmy Liao(นักเขียนนิยายภาพชาวใต้หวัน)ผลงานการกำกับของWai ka fai นำแสดงโดย Takeshi Kaneshiro ,Gigi Leaung เนื้อเรื่องคร่าวๆก็คือเป็นผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่ง ที่อยู่อพาร์ทเมนท์ติดกัน ห้องอยู่ติดกัน การใช้ชีวิตของคนทั้งสองก็มักจะวนเวียนอยู่ใกล้ๆกัน เดินสวนกันไปมา นั่งหันหน้ากันคนละด้าน ทำให้ทั้งสองไม่เคยเจอกันซักที จนวันนึงทั้งสองคนได้มีโอกาสพบกัน แลกเบอร์โทรศัพท์กันก่อนแยกจากกันในวันฝนตก แต่ก็เมือนสวรรค์กลั่นแกล้งให้ทั้งสองไม่อาจกลับมาพบกันได้อีก น้ำหมึกบนกระดาษที่ทั้งคู่ใช้จดเบอร์โทรศัพท์ของกันและกันละลายเลอะเทอะจนไม่อาจจะอ่านได้ ทั้งคู่พยายามหาทางติดต่อกันแต่ไม่เป็นผลจนในที่สุด เขา และ เธอ ก็ถอดใจ เนื้อเรื่องยังไม่จบอยู่แค่นี้ หลายคนที่ยังไม่ได้ดูคงบอกว่ายังไงซะก็จบแบบสมหวัง ขอบอกไว้เลยว่าถูกต้องแล้ว แต่ก่อนที่จะสมหวังนั้นก็ต้องผ่านเรื่องราวกันมามากมายยากลำบากแค่ไหนกว่าที่คนสองคนจะกลับมาพบกันอีกครั้ง เรื่องราวดำเนินไปอย่างเนิบช้า บรรยากาศในหนังแทบจะทั้งเรื่องเต็มไปด้วยความเหงาจนทำให้เราอินยิ่งดูนานก็ยิ่งเหงา ทั้งความเงียบ ทั้งฝนตก แล้วก็ตัวละครที่ค่อนข้างน้อย การดำเนินเรื่อผ่านนักแสดงนำหลักทั้งสองคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่มักจะอยู่คนเดียว หรือไม่ก็ให้อาหารนก ซึ่งค่อนข้างเป็นไปอย่างในหนังสือภาพ คงอยากทำให้เรารู้สึกเหงาเหมือนตัวละครในเรื่องมั้ง พอเราดูเรื่องนี้จบก็มานั่งคิดว่า เออ มันอาจจะเกิดขึ้นกับใครบางคนก็ได้ คนที่เดินสวนกันไปมา อยู่ใกล้ๆกัน แต่ไม่เคยสนใจกัน ไม่เคยคุยกัน ไม่เคยแม้แต่จะมองหน้ากัน นี่มั้งที่เค้าเรียกว่าพรหมลิขิต หรือประมาณว่าคู่แล้วไม่แคล้วกัน แต่ถ้าไม่ใช่คู่กันต่อให้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก็อาจมีวันที่ต้องแยกจากกันไป ใครที่ได้ดูแล้วรู้สึกยังไงก็บอกกันมั่งนะ แต่ใครที่ยังไม่ได้ดูก็แนะนำให้ไปหามาดูซะ ( ถ้าชอบหนังรักเอเชียนะ ) หรือจะไปลองหาหนังสือมาอ่านก็ได้แปลโดย ปราย พันแสง หนังสือภาพของJimmy Liao น่ะใครได้อ่านส่วนใหญ่ก็ชอบ แต่ก็อย่าหวังว่าจะสมหวังพบหนุ่มหล่อสาวสวยอย่างในหนังนะ ก็บอกแล้วไงว่าคู่กันแล้วยังไงก็ไม่แคล้วกัน
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|